10/02/2555

ตอนที่ 14 : 2 ตค. 55 แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ ทฤษฎีนักสังคมวิทยา Max Weber (แมกซ์ เวเบอร์)


ตอนที่ 14 : 2 ตค. 55 แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ   ทฤษฎีนักสังคมวิทยา   Max Weber
 (แมกซ์ เวเบอร์)
ทฤษฎีนักสังคมวิทยา
Max Weber (แมกซ์ เวเบอร์)
Max Weber – ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการจัดองค์การแบบ ระบบราชการ หรือ Bureaucracy
ขึ้นมา
ระบบราชการ  (Bureaucracy) หรือ ระบบราชการ อาจแยกพิจารณาได้เป็น 2 แบบ
1.             Bureaucracy – ในฐานะที่เป็นสถาบันทางสังคม (social institute) สถาบันหนึ่ง นั่นคือ เป็นสถาบันการบริหาร / การปกครองของรัฐ
1.1      ถือเป็นสถาบันหนึ่งของกระบวนการในการปกครองประเทศ
1.2      เป็นสถาบันที่มีหน้าที่ ต้องปกป้อง ดูแล รักษาผลประโยชน์บ้านเมือง อีกแห่งหนึ่ง
1.3      ต้องการอิสระในการทำงาน  เป็นสถาบันที่มั่นคง ยากต่อการเปลี่ยนแปลง  แก้ไข
2.             bureaucracy - ในฐานะที่เป็น รูปแบบหนึ่งของการจัดองค์การ (a form of organization) ในแง่นี้ คือ       
2.1       ระบบการบริหาร หรือระบบการทำงานระบบหนึ่ง
  2.2  มีโครงสร้างแบบที่เรียกว่า “Weberian Bureaucracy”

  2.3  เป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ ตามความเหมาะสมกับสภาพการณ์ต่าง ๆ

     ข้อสมมติฐาน องค์การแบบระบบราชการเป็นองค์การที่ดีที่สุด และมีประสิทธิภาพ  ประสิทธิผล และประหยัดที่สุดเหตุผล 
1.             ยึดหลักการบริหารที่อาศัยความมีเหตุมีผล และ ความถูกต้องตามกฎหมายในการปฏิบัติงาน
 2.  มีการแบ่งงานกันทำอย่างเป็นทางการตามตัวบทกฎหมาย
3.  อาศัยหลักความรู้ความสามารถ (ระบบคุณธรรม)   เป็นเกณฑ์ในการบริหารงานบุคคล4.  สามารถพยากรณ์พฤติกรรมหรืออปรากฎการณ์ได้
            ระบบราชการ (bureaucracy) เป็นรูปแบบโครงสร้างของการจัดองค์การขนาดใหญ่ที่สามารถนำไปใช้เป็นวิธีการใน การจัดองค์การได้ทั้งในภาครัฐและเอกชน ไม่ใช่ระบบการบริหารที่ใช้ในองค์การภาครัฐเท่านั้น แต่ในองค์การภาคเอกชนขนาดใหญ่ก็นำไปใช้ด้วย
Bureaucracy  จึงเป็นระบบการบริหารระบบหนึ่งที่นิยมนำไปใช้ในองค์การขนาดใหญ่ที่มีคนจำนวนมาก มีภารกิจที่ต้องทำมาก

             กลไกการบริหาร (administrative apparatus) เป็นกลไกการควบคุม และทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่าง
             ผู้นำและกลุ่มชนที่ถูกปกครอง กลไกการบริหาร ต้องมีรูปแบบที่เหมาะสมกับรูปแบบแห่งอำนาจที่ผู้นำในสังคมนั้นใช้อยู่

รูปแบบแห่งการใช้อำนาจในการปกครองบังคับบัญชา ตามแนวคิดของ Max Weber แบ่งเป็น 3 รูปแบบ
             -Charismatic Domination รูปแบบการใช้อำนาจเฉพาะตัวแบบอาศัยบารมี กลไกลการบริหารที่ใช้คือ
Dictatorship, communal
             -Traditional domination รูปแบบการใช้อำนาจแบบประเพณีนิยม
             -Feudal / Patrimonial (ระบบศักดินา / เจ้าขุนมูลนาย) รูปแบบการใช้อำนาจตามกฎหมาย (Legal domination)

ระบบราชการ (bureaucracy)
             จะทำหน้าที่เป็นกลไกการบริหารของกลุ่มชน โดยผู้นำจะใช้อำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมายปกครอง บังคับบัญชาโดยผ่านระบบราชการ
องค์การแบบระบบราชการตามแนวคิดของ Max Weber จะประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ 7 ประการดังนี้
             1. หลักลำดับขั้น (hierachy)
             2. หลักความรับผิดชอบ (responsibility)
             3. หลักแห่งความสมเหตุสมผล (rationality)
             4. การมุ่งสู่ผลสำเร็จ (achievement orientation)
             5. หลักการทำให้เกิดความแตกต่างหรือความชำนาญเฉพาะด้าน (differentation, specialization)
             6. หลักระเบียบวินัย (discipline)
             7. ความเป็นวิชาชีพ (professionalization)

1. หลักลำดับขั้น (heirachy) 
             หลักการนี้ มีเป้าหมายที่จะทำให้องค์การต้องอยู่ภายใต้การควบคุม โดยเชื่อว่า การบริหารที่มีลำดับขั้น จะทำให้ระบบการสั่งการและการควบคุมมีความรัดกุม ทำให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพการบริหารที่เน้นกฎเกณฑ์และขั้น ตอนมีความเหมาะสมในช่วงศตวรรษที่ 19-20 แต่เมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยนไปการบริหาร
             ตามลำดับขั้นจึงเริ่มมีปัญหา เพราะการทำงานในปัจจุบันต้องการความรวดเร็ว คนต้องการเสรีภาพมากขึ้นประชาชนต้องการบริการที่สะดวกรวดเร็ว แต่ในองค์การขนาดใหญ่ที่ใช้ระบบราชการ  มีคนจำนวนมาก แต่มากกว่าครึ่งจะอยู่ในตำแหน่งระดับผู้บริหาร หัวหน้างาน กว่าจะตัดสินใจงานสำคัญๆต้องรอให้ผู้บริหาร 7-8 คนเซ็นอนุมัติตามขั้นตอน และยังมีกฎเกณฑ์มากมาก ส่วนพนักงาน (ข้าราชการ) ระดับล่างจำนวนมาก ทั้งหมดมีหน้าทีทำงานเอกสาร โดยการตรวจบันทึกของคนอื่นแล้วเขียนบันทึกส่งให้เจ้านาย  คำบันทึกหรือรายงานเต็มไปด้วยศัพท์อันหรูหรา นอกจากนี้ยังมีฝ่ายวางแผน ฝ่ายวิชาการ เป็นผู้จัดทำแผนยุทธศาสตร์หนาปึกใหญ่ให้เจ้านาย
             การที่ผู้นำคิดว่า วิธีการบริหารองค์การขนาดใหญ่คือ เผด็จการ ถือเป็นความเชื่อที่ผิดมาก เพราะผู้บริหารสูงสุดไม่ได้รู้คำตอบได้ทุกเรื่อง แต่ควรมองหาคำตอบที่ดี ถูกต้องจากผู้อื่นด้วย การลดขั้นตอน ลดลำดับขั้นของการสั่งการออกไป ในขณะที่รักษาความสามารถในการควบคุมที่จำเป็นไว้ โดยการตัดขั้นตอนของผู้บริหารที่ไม่เพิ่มมูลค่าให้กับงานออก เพื่อจัดองค์การที่เป็นแนวราบมากขึ้น  และทำให้คนที่ทำงานในระดับรอง ๆ ลงมาสามารถควบคุมดูแลและรับผิดชอบต่อความสำเร็จและความล้มเหลวของตนเอง
2. ความสำนึกแห่งความรับผิดชอบ (responsibility)
             เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องมีความสำนึกแห่งความรับผิดชอบต่อ  การกระทำของตนความรับผิดชอบ หมายถึง การ รับผิดและรับชอบต่อการกระทำใด ๆ ที่ (responsibility) ตนได้กระทำลงไปและความพร้อมที่  จะให้มีการตรวจสอบโดยผู้บังคับบัญชาอยู่ตลอดเวลาด้วย
             อำนาจ (authority) หมายถึงความสามารถในการสั่งการ บังคับบัญชา หรือกระทำการใด ๆ เพื่อให้มีการดำเนินการ หรือปฏิบัติการต่าง ๆ ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมา
             - อำนาจหน้าที่เป็นสิ่งที่ได้มาอย่างเป็นทางการตามตำแหน่ง
             - อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบจะต้องมีความสมดุลกันเสมอ
             - การได้มาซึ่งอำนาจในทัศนะของ Max Weber คือ การได้อำนาจมาตามกฎหมาย (legal authority)
             - ภาระหน้าที่ (duty) หมายถึงภารกิจหน้าที่การงานที่ถูกกำหนด หรือได้รับมอบหมายให้กระทำ
3. หลักแห่งความสมเหตุสมผล (rationality)
             ความถูกต้องเหมาะสมของแนวปฏิบัติที่จะนำมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานให้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ
             ประสิทธิผล (effective) การทำงานหรือการดำเนินกิจการใด ๆ ที่สามารถประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
             ประสิทธิภาพ (efficiency) ความสามารถในการที่จะใช้ทรัพยากรบริหารต่าง ๆ ที่มีอยู่ ซึ่งได้แก่ คน เงิน วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ เวลาไปในทางที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินงานนั้นได้มากที่สุด
             ประหยัด (economic) ความสามารถในการที่จะประหยัดทรัพยากรบริหาร แต่สามารถที่จะให้บริการ หรือผลิตออกมาให้ได้ระดับเดิม
การประเมินผลการปฏิบัติงาน  ที่มีความเกี่ยวพันกับเป้าหมาย ขององค์การอาจทำได้ 2 วิธีคือ
             1. การวัดผลการปฏิบัติงานในลักษณะที่เรียกว่า ประสิทธิผล (effectiveness) จะเป็นการกำหนดขอบเขต หรือ ขนาดที่องค์การต้องการบรรลุผลสำเร็จไว้ แล้วมีการประเมินผลหลังจากที่มีการปฏิบัติแล้วว่าสามารถดำเนินการให้ได้ผล ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้หรือไม่  ถ้าสำเร็จก็คือว่าบรรลุเป้าหมาย หรือ มีประสิทธิผล (where)
             2. การวัดประสิทธิภาพ (efficiency) หมายถึงระดับที่องค์การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ เป็นการวัดผลในทางเศรษฐศาสตร์  มีการวัดต้นทุน ค่าใช้จ่ายต่อหน่วยผลิตที่ได้ เป็นการวัดว่าองค์การบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร (how)
แนวทางที่จะนำไปสู่ความสมเหตุสมผลหรือประสิทธิภาพ
             1. มีการกำหนดระเบียบวิธีการปฏิบัติงาน ขึ้นมาไว้อย่างชัดเจนในรูปของกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับขององค์การ
            Weber ให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงาน (work process) ว่ามีความสำคัญต่อการที่จะทำให้งานบรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ (work outcome) เพราะวิธีการทำงานแสดงให้เห็นว่า จะทำงาน อย่างไร (how to) โดยวิธีการใดจึงทำให้งานสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ
             มาตรการพัฒนาและบริหารกำลังคนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการ (มาตราการที่3)
 วัตถุประสงค์ คือ
             1.1 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ โดยมุ่งตอนสนองความต้องการของประชาชน
             1.2 เพื่อพัฒนาข้าราชการที่มีประสิทธิภาพการทำงานต่ำ (5%) ได้รับการพัฒนาเพิ่มทักษะ ความรู้ ความสามารถให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่
ประสิทธิภาพ (outcome)
             1.1 สามารถคัดคนที่ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ มีผลงานระดับต่ำสุดร้อยละ 5 ของหน่วยงานออกมาได้อย่างแท้จริง
             1.2 สามารถแก้ไขและพัฒนาข้าราชการที่ถูกพิจารณาว่ามีผลงานต่ำ ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ให้กลายเป็นคนที่มีความสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ลดละพฤติกรรมทำงานแบบเฉื่อยชา เอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน เพื่อให้มาตราการที่ 3 สามารถถูกนำไปปฏิบัติได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องกำหนด ระเบียบวิธีปฏิบัติที่ ชัดเจน  เหมาะสม และสามารถนำไป

             2. มีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ก่อนมอบหมายภาระหน้าที่ให้กระทำ
             3. ต้องมีการแยกทรัพย์สินส่วนตัวออกจากทรัพย์สินขององค์การอย่างเด็ดขาด 
             -  ตำแหน่งงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการรักษาความยุติธรรมในสังคม และต้องการความอิสระในการปฏิบัติงาน ต้องมีการแต่งตั้งด้วยความระมัดระวังการกระทำต่างๆในองค์การต้องทำอย่างเป็น ทางการและมีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ การบริหารที่เน้นกฎเกณฑ์ เอกสารหลักฐาน ทำให้เกิดความล่าช้า ยุ่งยากไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้
             ทำอย่างไรจึงสามารถลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกเพื่อทำให้การทำงานเรียบง่าย รวดเร็ว มั่นใจ
ความรวดเร็ว-การลดปริมาณกระดาษที่ใช้ ปริมาณงานที่ทำ หรือการทำให้คนตัดสินใจได้เร็วขึ้น
             เรียบง่าย – กระบวนการทำงานที่ไม่มีขั้นตอนที่ซับซ้อน แต่ออกแบบให้ง่าย มีกฎเกณฑ์ ขั้นตอนเท่าที่จำเป็น
             มั่นใจ-การสร้างบรรยากาศที่ให้โอกาสข้าราชการ (พนักงาน) ทำงานด้วยความมั่นใจ กล้าคิดและทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อผลประโยชน์สูงสุดขององค์การ ทำงานเพื่องาน ไม่ใช่เพื่อให้มีผลงาน
4. หลักการมุ่งสู่ผลสำเร็จ (achievement orientation)
             -  การปฏิบัติงานใด ๆ จะต้องมุ่งสู่เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ขององค์การเสมอ (ประสิทธิผล)
             -  ประสิทธิผล หรือผลสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยปัจจัยอย่างน้อย 3 อย่างคือ
             1.  เจ้าหน้าที่ต้องมีหลักการและวิธีการในการตัดสินใจเลือกหนทางปฏิบัติได้อย่าง ถูกต้อง โดยถือหลัก ประสิทธิภาพ หรือ หลักประหยัด
             หลักประสิทธิภาพ (efficiency) - ในระหว่างทางเลือกหลาย ๆ ทางที่จะต้องใช้จ่ายเงินเท่ากัน ควรเลือกทางเลือกที่ก่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด
             หลักประหยัด  (economy) - ถ้ามีทางเลือกที่ก่อให้เกิดประสิทธิผลได้เท่า ๆ กัน หลายทางเลือก ควรเลือกทางเลือกที่เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด
             2. ความมีประสิทธิผลในการบริหารงานจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีการแบ่งงานกันทำตามความชำนาญเฉพาะด้าน
             3. การบริหารจะได้รับประสิทธิผลสูงสุดต่อเมื่อมีการกำหนดวิธีการปฏิบัติงานที่ ถูกต้อง เหมาะสม  กับลักษณะงาน  สถานที่ ช่วงเวลา สภาพแวดล้อม ในทางเศรษฐกิจ  สังคม การเมือง   และเป้าหมายหรือผลสำเร็จที่ต้องการ
5. หลักการทำให้เกิดความแตกต่างหรือการมีความชำนาญเฉพาะด้าน (Specialization)
             -  ลักษณะทางโครงสร้างขององค์การแบบระบบราชการ ต้องมีการแบ่งงาน  และจัดแผนกงาน หรือจัดส่วนงาน (departmentation) ขึ้นมา เพราะภารกิจการงานขององค์การขนาดใหญ่มีจำนวนมากจึงต้องมีการแบ่งงานที่ต้อง ทำออกเป็นส่วนๆ แล้วหน่วยงานมารองรับ
การจัดส่วนงานอาจยึดหลักการจัดองค์การได้หลายรูปแบบ  คือ
             1. การแบ่งส่วนงานตามพื้นที่ เป็นการแบ่งงานโดยการกำหนดพื้นที่ที่ต้องรับผิดชอบไว้อย่างชัดเจน และมีการกำหนดภาระกิจ บทบาท อำนาจหน้าที่ ที่องค์การต้องบริหารจัดการไว้ด้วย เช่น การแบ่งพื้นที่การบริหารราชการออกเป็น จังหวัด อำเภอ อ.บ.จ. อ.บ.ต. เทศบาล
             2. การแบ่งงานตามหน้าที่ หรือภารกิจที่องค์การจะต้องปฏิบัติจัดทำ เช่นการจัดแบ่งงานของกระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการคลัง
             3. การแบ่งงานตามลูกค้า หรือผู้รับบริการ เช่น การแบ่งโรงพยาบาล ออกเป็น โรงพยาบาลเด็ก โรงพยาบาลหญิง โรงพยาบาลสงฆ์
             4. การแบ่งงานตามขั้นตอนหรือกระบวนการทำงาน โดยคำนึงว่างานที่จะทำสามารถแบ่งออกเป็นกี่ขั้นตอน อะไรบ้าง แล้วกำหนดหน่วยงานมารองรับ
6. หลักระเบียบวินัย (discipline)
             ต้องมีการกำหนดระเบียบ วินัย และบทลงโทษ ขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกการควบคุมความประพฤติของสมาชิกทุกคนในองค์การ
7. ความเป็นวิชาชีพ (Professionalization)
             -  ผู้ปฏิบัติงานในองค์การราชการ ถือเป็นอาชีพอย่างหนึ่ง และต้องปฏิบัติงานเต็มเวลา
             -  ความเป็นวิชาชีพ  “รับราชการ”  นั้น ผู้ปฏิบัติงานจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับ กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ตลอดจนตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานในภาระหน้าที่ของตนด้วย
ความสำเร็จของระบบราชการในอดีตเกือบ 100 ปี ที่ผ่านมา เพราะ
             -  มีวิธีการจัดองค์การที่ มีระบบการทำงานที่ชัดเจน ตั้งอยู่บนหลักการของความสมเหตุสมผล
             -  มีการใช้อำนาจตามสายการบังคับบัญชา มีการแบ่งงานตามหลักความชำนาญเฉพาะด้าน ทำให้ระบบราชการสามารถทำงานที่มีขนาดใหญ่ และสลับซับซ้อนได้อย่างดี
             -  ระบบราชการพัฒนาและใช้มาในช่วงที่สังคมยังเดินไปอย่างช้าๆและเพิ่งปรับ เปลี่ยนมาจากสังคมศักดินา ประชาชนยังไม่ตื่นตัวในเรื่องสิทธิเสรีภาพ
             -  ผู้มีอำนาจในระดับสูงยังเป็นผู้มีข้อมูลที่มากพอต่อการตัดสินใจได้ดีกว่าคนในระดับล่าง หรือประชาชนทั่วไป
             -  คนส่วนใหญ่ยังมีความจำเป็นและต้องการบริการสาธารณะจากรัฐเหมือน ๆ กัน  เช่นบริการทางด้านการรักษาพยาบาล การศึกษา สาธารณูปโภคต่างๆ องค์การภาครัฐที่บริหารแบบระบบราชการจึงสามารถดำเนินงานได้อย่างไม่มีปัญหา มากนัก
สรุปสาระสำคัญ ทฤษฎีองค์การและการวิเคราะห์ (ทฤษฎี Max Weber) จากการศึกษาวิชาทฤษฎีองค์การและการวิเคราะห์ในหัวข้อต่าง ๆ ได้แก่
          1) ทฤษฎีองค์การและพัฒนาการของทฤษฎี
          2) การวินิจฉัยองค์การ (Diagnosis)
          3) Strategy, Organization Design, and Effectiveness
          4) Corporate Identity และวัฒนธรรมองค์การ

ตอนที่ 13 : 2 ตค. 55 แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ Henry L. Gantt


ตอนที่ 13 : 2 ตค. 55 แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ  Henry L. Gantt
Henry L. Gantt
หลักการ แนวคิด / ประวัติความเป็นมา
นักทฤษฎี เฮนรี่  แอล  แกนต์  (
Henry L. Gantt ) ชื่อเต็มของท่านคือ Henry Laurence Gantt เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1861 (พ.ศ. 2404) ใน รัฐแมรี่แลนด์ (Maryland)  ประเทศสหรัฐอเมริกา  ได้ประดิษฐ์แผนภูมิ (Gantt Chart) ออกมาในปี ค.ศ. 1917 (พ.ศ. 2460)  ขึ้นเพื่อใช้ในการควบคุมแผนงานและโครงการการบริหารเชิงวิทยาศาสตร์ เรียกว่า แผนภูมิแกนต์ ซึ่ง มีลักษณะเป็นแถบหรือเส้น โดยใช้แกนนอนเป็นเส้นมาตราส่วนแสดงเวลา ส่วนแกนตั้งเป็นมาตราส่วนแสดงขั้นตอนของกิจกรรมหรืองาน หรืออัตรากำลังขององค์การ แผนภูมิแกนต์มีประโยชน์ในการควบคุมการผลิตมากแม้การผลิตนั้นจะมีกระบวนการซ้ำ ๆ หรือมีการพัฒนา นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้ในการควบคุมกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์การได้ด้วยจึงเป็นที่นิยมรู้จักกันแพร่หลาย ตัวอย่างแผนภูมิแกนต์ ดังแสดง ในตารางการจัดทำโครงการวิจัยตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัท 
* ในตลอดระยะเวลาที่ดำเนินโครงการ จะมีการประชุมในทุกขั้นตอนสำคัญของการดำเนินงาน

เป็นแผนภูมิเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะต้องกระทำกับระยะเวลาหรือเวลาสำหรับการปฏิบัติงานของกิจกรรมนั้น ๆ การเขียน Gantt  chart จะต้องกำหนดเวลาของแต่ละโครงงาน ซึ่งจะแสดงภาพรวมของโครงการนั้น ๆ  ทำให้เข้าใจภาพรวมของระบบได้ง่ายขึ้น  บุคลากรที่เกี่ยวข้องสามารถทำการตรวจสอบความก้าวหน้าในการวิเคราะห์ระบบได้  อย่างเข้าใจและรวดเร็วมากขึ้น
Gantt chart ที่สร้างในส่วนบนตามแนวนอนของตารางจะแสดงหน่วยของเวลา ไม่ว่าจะเป็นชั่วโมง วัน สัปดาห์ เดือน หรือหน่วยเวลาตามที่นักวิเคราะห์ระบบกำหนด ส่วนด้านข้างตามแนวตั้งของตาราง บรรทัดบนสุดจะเป็นชื่อโครงการ บรรทัดถัดมาจะเป็นรายละเอียดของโครงการต่าง ๆ หรือขั้นตอนของโครงการซึ่งมักตั้งชื่อง่าย ๆ ที่สามาถเข้าใจได้ว่าโครงการนั้นทำอะไร
ขั้นตอนการทำแผนภูมิ
ขั้นตอนที่ 1 เขียนกิจกรรมที่ต้องทำออกมาทั้งหมด ในตารางแผนงาน ในแต่ละกิจกรรมระบุวัน หรือ เวลา เริ่มต้น ระบุช่วงระระเวลาที่จะแล้วเสร็จ ช่วงเวลาที่ ระบุสำหรับกิจกรรม อาจซ้อนทับกันได้ตามที่น่าจะเป็นในการวางแผน
ขั้นตอนที่ 2 ที่หัวกระดาษด้านบนเขียนสเกลของเวลาที่อาจเป็นวัน หรือ สัปดาห์ หรือ เดือน
ขั้นตอนที่ 3 เขียนรูปกราฟแท่งตามแนวนอนลงบนกระดาษ หรือกระดาษกราฟ หรือไฟล์คอมพิวเตอร์ประเภทExcel แล้วแต่คุณจะต้องการแสดงผลในรูปใด โดยแสดงจุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุด ความยาวของเส้นกราฟก็เท่ากับความยาวของช่วงเวลาที่วางแผนไว้ กิจกรรมใดเกิดก่อนให้นำมาวางไว้ทางซ้าย ต้อง มั่นใจว่ากิจกรรมที่ต้องทำต่อเนื่องกันกิจกรรมหลังจะต่อท้ายกิจกรรมหน้า
ขั้นตอนที่ 4 ใส่สิ่งที่ต้องทำลงไปเหนือ หรือใต้เส้นกราฟ


ตอนที่ 12 : 2 ตค. 55 แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ Frank Bunker Gilbreth และ Lillian Moller Gilbreth


ตอนที่ 12 : 2 ตค. 55   แนวคิดทฤษฎีทางการจัดการ Frank Bunker Gilbreth และ Lillian Moller Gilbreth

ประวัติความเป็นมา
Frank Gilbreth เกิดในปี เขาเกิดเมื่อ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1868 เริ่มงานเป็นคนก่ออิฐ และต่อมาได้เป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง ตอนเริ่มงานเป็นคนก่ออิฐนั้น หัวหน้าฝึกงานบอกว่ามีวิธีเรียงอิฐสามแบบ คือสำหรับวันธรรมดา สำหรับเวลารีบๆ ให้งานเสร็จ และวิธีที่ลากให้งานไปช้าที่สุดจะได้หมดไปหนึ่งวัน แต่ Frank กลับคิดว่าควรจะมีวิธีเดียวต่างหาก คือวิธีที่ดีที่สุด ตามโลโก้ The One Best Way ที่กลายเป็นหัวใจของการค้นคว้าของเขาในวันหนึ่งข้างหน้า                  
Frank สังเกตว่าการก่ออิฐนั้นทำได้หลายวิธี และวิธีส่วนใหญ่สร้างความเหน็ดเหนื่อยและเสียเวลาโดยไม่จำเป็น เขาจึงเริ่มศึกษา Motion Science เพื่อค้นหาวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำงานหนึ่งๆ
Frank เชื่อว่าเราควรประหยัดเวลาเพื่อเก็บไว้สำหรับใช้สร้างความสุข ตลอดชีวิต เขาคิดค้นแต่วิธีที่จะทำให้คนทำงานได้อย่างมีความสุขขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยที่เหนื่อยน้อยลง
ส่วน Lillian Gilbreth เกิดที่โอ๊คแลนด์ แคลิฟอร์เนีย เกิดเมื่อ 24 พฤษภาคม ค.ศ.1878 ครอบครัวของเธอเป็นเยอรมัน เธอเป็นเด็กขี้อายมาก ขยันเรียนจริงจัง และไม่เคยปล่อยเวลาให้ผ่านไปว่างๆเลย เมื่อเธอจบการศึกษาจากภาคภาษาอังกฤษในมหาวิทยาลัย เธอได้รับเลือกให้กล่าวสุนทรพจน์ ชื่อ Life - A Means or an End ถ่ายทอดความเชื่อของเธอว่าเราควรใช้ชีวิตแต่ละวันให้เกิดประสิทธิภาพที่สุด Gilbreth ได้สร้างสุนทรพจน์ประวัติศาสตร์เมื่อพบกับวิศวกรในอุตสาหกรรม  ในปี 1908  เธอกล่าวถึงความคิดเห็นของเธอ เพราะเธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่เข้าประชุมครั้งนั้นLillian Gilbreth  ขึ้นมาในทางของเธอและระบุว่าสิ่งที่มนุษย์เป็นแน่นอน เป็นสิ่งที่สำคัญในพื้นฐานที่สุดในอุตสาหกรรม และเหมือนกับว่าความต้องการพื้นฐานนี้กลับไม่ได้รับความสนใจ
เธอกล่าวว่าการศึกษาอบรมของวิศวกรไม่ได้มีไว้สำหรับสิ่งมีชีวิต เธอเรียกร้องให้สนใจถึงความจริงที่ว่า จิตวิทยาเข้าสู่การเป็นวิทยาศาสตร์อย่างรวดเร็วและมันแสดงให้เห็นได้ชัดว่าไม่ได้รับการยอมรับจากนักบริหารทางวิศวกรรม การแก้ฟ้องในสิ่งที่เธอไม่ได้ตระเตรียมไว้อย่างชัดเจน  สำหรับผู้เชี่ยวชาญใหม่ ๆ ในการจัดการทางวิทยาศาสตร์ ที่จะเปิดตามองสิ่งที่สำคัญทางจิตวิทยาได้มีในหลักสูตรวิศวอุตสาหกรรมเพื่อใช้ในการทำงาน
Frank และ Lillian พบกันที่ห้องสมุดของเมืองบอสตัน Frank แต่งงานกับ Lillian หลังจากจีบเธอได้เพียงสิบวันในปี 1904 ทั้งคู่อยากมีครอบครัวใหญ่ และ Frank เชื่อมั่นว่าเขาสามารถเลี้ยงดูลูกๆ ไม่ว่าจะกี่คนก็ได้เป็นอย่างดี และสุดท้ายเขาก็มีลูกกันสิบสองคน ชายหก หญิงหก
เมื่อมีลูกคนที่สาม ทั้งคู่ก็ตกลงใจว่า Lillian จะศึกษาต่อปริญญาเอกด้านจิตวิทยา ซึ่งเป็นศาสตร์ที่จะช่วยส่งเสริมงานด้าน Motion Studies ให้ดียิ่งขึ้น ในสมัยนั้นมีผู้หญิงน้อยคนมากที่จะได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย และที่จะได้ศึกษาในระดับสูงเช่นนี้ ก็ยิ่งหายากขึ้นไปอีก
เมื่อ Lillian สำเร็จปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยบราวน์ ในปี 1915 ทั้งคู่ร่วมมือกันศึกษาการบริหารโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมที่มีการศึกษาเป็นแบบแผนเช่นนี้ ซึ่งวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของ Lillian ในภายหลังได้กลายเป็นหนังสือชื่อ The Psychology of Management พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารปี ค.ศ. 1912 ภายใต้เงื่อนไขของผู้จัดพิมพ์ที่ผู้เขียนต้องใช้ชื่อ L.M. Gilbreth  โดยไม่ต้องการแสดงให้เห็นว่าเธอเป็นผู้หญิง แม้แต่ในการเลี้ยงลูก ครอบครัว Gilbreth ก็ใช้หลักการบริหารประสิทธิภาพด้วย บริษัทที่ปรึกษา Gilbreth ได้ถือกำเนิดขึ้นในเวลาต่อมา
Frank เสียชีวิตจากโรคหัวใจในปี 1924, Lillian สานผลงานต่อ Lillian เป็นที่ปรึกษาธุรกิจ เธอได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นสุภาพสตรีคนแรกของการจัดการธุรกิจ (First lady of management) และถือเป็นผู้หญิงแนวหน้าทางด้านวิศวอุตสาหการ ที่ได้รับการยกย่องอย่างสูงที่สุดคนหนึ่ง เธอสอนในคณะบริหาร มหาวิทยาลัย Purdue และยังเลี้ยงเด็กทั้งสิบเอ็ดคนไปด้วย (ลูกแมรี่ เสียชีวิตในปี 1915) Lillian ได้รับการโหวตให้เป็นหนึ่งในสิบสองสตรีที่สามารถจะเป็นประธานาธิบดีได้ เธอทำงานยาวนานไม่ได้หยุดเลยจนกระทั่งอายุ 90 ปี Lillian เสียชีวิตในปี 1972 อายุ 93 ปี
ลูกๆ ทั้งสิบเอ็ดคนสำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และมีชีวิตที่ดี รูปข้างบนนี้เป็นรูปครอบครัว Gilbreth ตอนไปพักผ่อนที่ Anchor Inn ที่ Nantucket Island ในปี 1923 ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะเสียชีวิตไปเพียงปีเดียว
ทัศนะคติและแนวความคิดเกี่ยวกับองค์กร
แนวคิดและทฤษฎี
Frank Gilbreth เป็นวิศวกร และLillian Gilbreth เป็นนักจิตวิทยา ผู้เสนอการศึกษาเรื่องเวลาและการเคลื่อนที่ ในยุคสมัยที่เครื่องจักรเข้ามามีอิทธิพลต่อการทำงานในองค์กรต่างๆ ทำให้เกิดแนวความคิดเพื่อเป็นการตอบสนองต่อเป้าหมายขององค์กรในเรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงาน การเพิ่มผลผลิต การสร้างความพึงพอใจในงาน มุ่งค้นหาวิธีที่จะคัดสรร และคัดเลือกคนที่มีความ สามารถมากที่สุดเข้ามาทำงาน การฝึกอบรมพนักงาน การตรวจสอบการทำงาน และการประเมินผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ การใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ รวมถึงการพิจารณาวิธีการ ต่างๆ ที่ทำให้คุณภาพชีวิตในการทำงานให้ดีขึ้นตลอดจนสภาพแวดล้อมต้องเหมาะสมกับบรรยากาศเพื่อเอื้ออำนวยต่อการทำงาน  
ด้วยเหตุนี้ Gilbreth จึงสนใจเครื่องยนต์กลไกที่จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ เป้าหมายก็เพื่อกำจัดการทำงานที่ไม่จำเป็น เขาทั้งสองได้ใช้หลัก “Time and motion economy” ในทุก ๆ กิจกรรมจะถูกลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นลง ซึ่งบางครั้งเรียกว่า ประสิทธิภาพในการจัดการงานต่าง ๆ หรือ efficiency expert มีระบุในหนังสือที่เป็นที่นิยมและหนังเรื่อง Cheaper by the Dozen
ในขณะที่ Lillian Gilbreth เสนอแนวคิดที่ว่าการมีช่วงเวลาที่เหมาะสมจะทำให้คนทำงานมีประสิทธิภาพมากที่สุด จึงออกแบบตารางการทำงาน โดยมีช่วงพักกลางวัน และช่วงเวลาพักสำหรับคนทำงานและยังมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลง สภาวะการทำงานที่ไม่ปลอดภัยและการล้มเลิกการใช้แรงงานเด็กอีกด้วย
การศึกษาเวลาและการเคลื่อนไหวในการทำงาน (Time and motion study)
หลักการเคลื่อนไหวเป็นพื้นฐานของการกำหนดมาตรฐานของงานและการคำนวณค่าแรง Gilbreth นั้นสนใจศึกษาถึงการเคลื่อนไหว/เคลื่อนที่ในการทำงาน ว่ามีความสัมพันธ์กับงานและเครื่องมืออย่างไร และทำการพัฒนาเทคนิควิธีการทำงานให้ดีขึ้น ในการทำงานของ Gilbreth พวกเขาทั้งคู่ได้คิดค้นและประดิษฐ์เครี่องมือ และเทคนิคการทำงานใหม่ๆ พวกเขาเป็นคนแรกที่ใช้ภาพยนตร์ในการวิเคราะห์การทำงานตามขั้นตอนต่างๆ ของคนงานนอกจากนี้ Gilbreth ยังได้ศึกษาถึงความเมื่อยล้าของการทำงาน ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพและผลผลิต ผลงานงานของทั้งสองนี้เป็นต้นแบบในการพัฒนาศาสตร์ที่เรียกว่า เออกอนอมิกส์ (Ergonomics) Frank B. Gilbreth และ Lillian M. Gilbreth ในแวดวงวิศวกรรมศาสตร์ต่างยกให้ Frank เป็นผู้บุกเบิกศาสตร์ว่าด้วยเรื่อง “การศึกษาการเคลื่อนที่ (Motion Study)” Frank Gilbreth ได้ออกจากมหาวิทยาลัยมาเป็นช่างก่อสร้างในปี ค.ศ.1885 ขณะมีอายุ 17 ปี สิบปีต่อมาเขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าผู้คุมดูแลการก่อสร้างอาคารของบริษัทและเป็นผู้รับเหมา ก่อสร้างเอง ในช่วงที่เป็นอิสระจากงานของ Taylor เขาสนใจเวลาที่ใช้ในการเคลื่อนไหวในการทำงาน โดยลดจำนวนการเคลื่อนที่ในการเรียงอิฐ เขาสร้างความเป็นไปได้ของการทำงานของผู้เรียงอิฐที่ได้งานเป็นสองเท่าของปกติ
Lillian M. Gilbreth สนใจในลักษณะการทำงานของมนุษย์ ส่วนสามีสนใจในประสิทธิภาพในการทำงาน (การค้นหาวิธีที่ดีที่สุดในการทำงาน) Frank ได้ประยุกต์ใช้การบริหารจัดการตามหลักวิทยาศาสตร์ (Scientific management principles) โดยต้องเข้าใจลักษณะ บุคลิกภาพ และความต้องการของบุคคล งานที่ศึกษาจะเกี่ยวข้องกับเทคนิคการปรับปรุงวิธีการทำงาน การศึกษาเรื่องความเมื่อยล้าจากการทำงานพวกเขามีแนวคิดเกี่ยวกับการทำงานว่าคนงานเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในระบบการผลิตจึงต้องเริ่มต้นศึกษาจากคนงานก่อนแล้วค่อยไปว่าถึงเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือวัสดุ สภาพแวดล้อมขณะทำงานโดยพยายามปรับให้เหมาะสมกับคนงานที่สุด โดยเขาเป็นผู้ที่ได้กลั่นกรองการวิเคราะห์ของ Taylor เกี่ยวกับความเคลื่อนไวในงาน การให้ความช่วยเหลือ และการให้การสนับสนุน ในเรื่องของการศึกษาการเคลื่อนไหวและเวลา (Time – and – motion – study)  ขึ้นในปี ค.ศ. 1922 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ดังนี้
                                1. เป็นการวิเคราะห์ทุกๆ กิจกรรมของแต่ละบุคคล ที่มีความจำเป็นในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะงานที่มีความสำคัญ
                                2. เป็นการค้นหาวิธีการที่ดีที่สุดในการปฏิบัติงานเพื่อเป็นกิจกรรมประกอบแต่ละอย่าง
                                3.มีการปฏิรูปกิจกรรมที่เป็นส่วนประกอบ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สามารถปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพได้ คือ ใช้ต้นทุน และเวลาน้อยที่สุด
จนได้รับการยกย่องให้เป็น ……บิดาแห่งการศึกษาการเคลื่อนไหวและเวลา  (Father of time and motion study)
Frank Gilbreth เป็นวิศวกร และLillian Gilbreth เป็นนักจิตวิทยา ผู้เสนอการศึกษาเรื่องเวลาและการเคลื่อนที่ Gilbreth สนใจเครื่องยนต์กลไกที่จะทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ เป้าหมายก็เพื่อกำจัดการทำงานที่ไม่จำเป็น เริ่มขึ้นเมื่อ Frank อายุ 17 ปี ในวันแรกของการทำงาน เขาได้สังเกตคนงานก่อตึกมีการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นในระหว่างทำงาน เขาคิดว่าน่าจะมีวิธีการทำงานที่เร็วและง่ายกว่านี้ ภายใน 1 ปี เขาก็พบวิธีก่อตึกที่เร็วที่สุด เขาได้แนะนำเพื่อร่วมงานให้ทำตามวิธีของเขา ทำให้พวกเขาทำงานได้เร็วขึ้นและไม่เหนื่อย Gilbreth ได้ทำการออกแบบนั่งร้านที่ปรับขึ้นลงได้ เพื่อปรับระดับให้สะดวกและพอดีกับความสูงเพิ่มความสะดวกในการทำงาน ในการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของมือและแขนเกี่ยวข้องในการเรียงอิฐให้มีประสิทธิภาพที่สุด
เขาพบว่าผู้ทำงานสามารถเรียงอิฐได้ 350 ก้อนต่อ 1 ชั่วโมงจากเดิมเรียงได้เพียง 120 ก้อน การทำงานของเขาไม่ใช้มุ่งที่การเรียงอิฐให้ได้เพิ่มขึ้นแต่เพื่อลดขั้นตอน ในการเรียงอิฐ จาก 18 เป็น 4.5 ขั้นตอน เขาทั้งสองได้ใช้หลัก “Time and motion economy” ในทุกๆกิจกรรมของเขาจะถูกลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นลง Time and motion engineers ซึ่งบางครั้งเรียกว่า ประสิทธิภาพในการจัดการงานต่างๆหรือefficiency expert มีการประยุกต์ใช้เทคนิคของ Gilbreth ในหลาย ๆ งาน เป้าหมายก็เพื่อต้องการลดการเคลื่อนไหวในการทำงาน เหมือนกับการทำงานในห้องผ่าตัดของนางพยาบาล ซึ่งมีหน้าที่ในการส่งเครื่องมือให้แพทย์หากแพทย์หยิบเครื่องมือเองจะต้องเสียเวลา ทำให้การผ่าตัดไม่มีประสิทธิภาพ
                                เหตุผลสำคัญที่สุดของการวิเคราะห์เวลาและการเคลื่อนไหวทั้งงานที่ทำเป็นประจำและงานที่ทำซ้ำๆตัวอย่างการศึกษาการเคลื่อนไหวของคนงานที่ได้จากบันทึกในวีดีโอเทปและการวิเคราะห์ดูการเปลี่ยนแปลงหรือกำจัดการเคลื่อนไหวที่ไม่มีประสิทธิภาพและเปล่าประโยชน์ (ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกับการประยุกต์ใช้ในการเล่นกีฬาของนักจิตวิทยา และครูฝึกสอนที่วิเคราะห์ความสามารถของนักกีฬา)
จากงานวิจัยของหลายๆปีนักจิตวิทยาได้พัฒนาข้อแนะนำในการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย
                                1. ลดระยะทาง (ระยะเอื้อม)
                                2. มือทั้งสองจะต้องเริ่มต้นและจบการเคลื่อนไหวในเวลาเดียวกัน
                                3. มือไม่เคยหยุดทำงานเว้นแต่ว่าจะได้รับอนุญาต
                                4. มือไม่ต้องทำหน้าที่แทนส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย
                                5. อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในการทำงานต้องมีที่แขวนหรือที่เก็บ ไม่ควรถือไว้
                                6. เก้าอี้และโต๊ะทำงานควรมีความสูงที่เพียงพอเพื่อให้การทำงานสะดวก
การวิเคราะห์เวลาและการเคลื่อนไหวได้นำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ขั้นตอนการประชุมในงาน เมื่อผู้ทำงาน อุปกรณ์ และหน้าที่ ที่พัวพันกันอยู่และความสัมพันธ์ระหว่างคนและเครื่องจักรควรจะพิจารณามากในสมัยใหม่ให้เข้าถึงความต้องการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนและเครื่องจักร
                                Gilbreth ถ่ายทำภาพยนตร์ เกี่ยวกับคนงานที่ปฏิบัติงานที่มีลักษณะพิเศษ และได้แบ่งแยกการปฏิบัติงาน (Task action) กรอบ (Frame by frame) กริยาท่าทางที่เป็นส่วนประกอบของการเคลื่อนไหว (Component movements) ซึ่งเป้าหมายก็คือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สูงที่สุด และเป็นการปฏิบัติงานข้ามสายงานเพื่อเป็นการลดเวลา และความพยายาม
ที่เขาใช้ในการปรับปรุงหลักในการบริหารจัดการ ก็สามารถมองเห็นได้ โดยปรากฏอยู่ในภาพยนตร์
“เหมาโหลถูกกว่า” (Cheaper by the Dozen)
                                ซึ่งเป็นการอธิบายว่า Gilbreth ทำอย่างไรกับลูกของเขาที่เป็นเด็ก จำนวน 12 คน ในการพยายามที่จะให้ลูกได้อยู่ร่วมกัน โดยใช้หลักความมีประสิทธิภาพ และประยุกต์ใช้ในแต่ละบทบาท เช่น การแต่งหน้า การทำอาหาร และการเพาะปลูกภายในครอบครัว เป็นต้น
การศึกษาการเคลื่อนไหวและเวลา (Time – and – motion study) หรือเรียกว่า การศึกษาการทำงาน (Work study) เป็นการศึกษาการเคลื่อนที่ของพนักงานรอบๆ บริเวณที่ปฏิบัติงาน และความสัมพันธ์กันระหว่างพนักงานกับเครื่องมือเครื่องใช้ หรือความสัมพันธ์กันระหว่างพนักงานกับพนักงานในการปฏิบัติงานแบบกลุ่ม การพิจารณาการเคลื่อนที่ของพนักงาน และวัสดุโดยกว้างๆ จะเกี่ยวข้องกับการพยายามที่จะใช้ลักษณะงาน และเครื่องจักรที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยกำจัดเวลาว่างของงานออกไปให้มากที่สุด ขจัดการเคลื่อนที่ที่ไม่จำเป็น หรือที่ใช้เวลามากออกไป และพิจารณาความเหนื่อยล้าของพนักงานเป็นหลัก
ดังนั้น การศึกษาการเคลื่อนไหว และเวลา จึงเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิธีทำงานให้ง่ายขึ้น โดยจะเป็นเครื่องมือที่ช่วย ลดความสูญเปล่า ทั้งด้านเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการทำงาน รวมทั้งทำให้ผลผลิตในการทำงานเพิ่มขึ้นด้วย
การทำงานของคนประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ
1. การเตรียมงาน
2. การปฏิบัติงานเป็นขั้นลงมือทำงานจริง เพื่อให้ได้ผลตามเป้าหมาย
3. การเก็บเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ เมื่อทำงานแล้ว
นับเวลาย้อนหลังไปหนึ่งร้อยปีเศษในช่วงเวลาที่โลกอยู่ในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่ ๆ การทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมซึ่งคนงานต้องทำงานร่วมกับเครื่องจักรกลยังมีปัญหาต่าง ๆ ต้องปรับปรุงแก้ไขอยู่มากมาย Frank กับ Lillian Gilbreth และ Frederic Taylor รวมทั้งผู้ร่วมงานนับเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการริเริ่มคิดค้นและพัฒนาเทคนิคการปรับปรุงงานให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้นโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ด้วยผลงานอัน   ยอดเยี่ยม จึงส่งผลให้ Gilbreth ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งการศึกษาการทำงาน ในขณะที่ Taylor ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้บุกเบิกเรื่องการศึกษาเวลาทำงานและเป็นบิดาแห่งการจัดการด้วยหลักวิทยาศาสตร์อีกด้วย 
Motion Study กับ Time Study แม้จะเป็นคนละเรื่องกัน และเน้นผลลัพธ์คนละอย่าง แต่เทคนิคทั้งสองก็มีเป้าหมายเดียวกัน คือต้องการปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
กล่าวคือ Motion Study เน้นการปรับปรุงงานเพื่อให้คนงานสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยปรับปรุงแก้ไขวิธีการเคลื่อนไหวของคนงานและปรับปรุงแก้ไขทรัพยากรอื่นตลอดจนปรับสภาพแวดล้อมการทำงานต่าง ๆ ให้เหมาะสม
ส่วน Time Study เน้นการศึกษาเวลาทำงานสำหรับใช้เป็นเวลามาตรฐานเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับนายจ้างและคนงาน และใช้สำหรับการ  จูงใจให้คนงานทำงาน               
หากนำทฤษฎีของ Gilbreth มาใช้ในองค์การ หรือหน่วยงานในประเทศไทยนั้น ได้มีผู้ทำการศึกษา ทดลอง และนำมาประยุกต์ใช้ในหน่วยงาน ผลที่ได้คือ ความมีประสิทธิภาพเท่ากัน หรือมากกว่าที่ใช้วิธีแบบเก่า และไม่สิ้นเปลืองเวลาในการทำงาน โดยประยุกต์ใช้จากการศึกษาการเคลื่อนไหวและเวลาในทฤษฎีที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้น
สรุป
ผู้สนับสนุนแนวความคิดของ Taylor โดยทำการศึกษาความเคลื่อนไหว ความเบื่อหน่าย และผลกระทบของสภาพแวดล้อมในที่ทำงานที่มีต่อคนงาน ลิเลียนได้เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกขึ้นชื่อ The Phylosophy of Management ในปี ค.ศ. 1914 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจในสัพันธภาพระหว่างการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์กับ บุคคลในวงการอุตสาหกรรม โดยเธอให้ความเห็นว่าการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์มีจุดมุ่งหมาย ที่จะช่วยให้คนงานประสบความสำเร็ได้ตามขีดความสามารถของตน

สามี ภรรยาคู่นี้ ได้ทำการศึกษาวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องของการเคลื่อนไหวของร่างกายของ คนงานในการทำงาน (Motion study) เพื่อชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวที่สูญเปล่าและไม่มีผลทางการผลิต และความเคลื่อนไหวที่จำเป็นในการทำงาน ทั้งนี้โดยเรียกความเคลื่อนไหวพื้นฐานว่า Therblig
แนวความคิดของ Therblig มีดังนี้
1. มีความเชื่อว่าการทำงานจะต้องพบทางที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง ( The Best Way) เป็นประสบการณ์ที่ได้จากการ
เรียงก้อนอิฐ นับว่าจีเบทเป็นบุคคลแรกที่ใช้ ผังการดำเนินงาน
2.พยายามขจัดความสิ้นเปลือง
ในการศึกษาเรื่อง Motion Study ของจีเบท ได้ให้ความสนใจในหลักสำคัญ 3 ประการ คือ
1. ค้นหาวิธีทำงาน และ จำแนกวิธีการปฏิบัติที่ดีที่สุด
2. พยายามลดกฏเกณฑ์ในการทำงานให้น้อยลง โดยแต่งหนังสือเรื่อง Fatigue Study ซึ่งศึกษาความอ่อนเพลียในการทำงาน
3. นำเอากฏข้อ 2 มาใช้เพื่อเพิ่มผลผลิต และ ลดชั่วโมงการทำงานให้น้อยลง โดยแยกระบบการทำงานออกเป็นส่วนๆ ที่เรียกว่า Therbligs

ตอนที่ 11 : 2 ตค. 55 /21.11 แนวคิดและทฤษฎี Robert H.Waterman Jr.


ตอนที่ 11 : 2 ตค. 55 /21.11  แนวคิดและทฤษฎี Robert H.Waterman Jr.
                                                                                 
Robert  H.Waterman JR -- โรเบิร์ต เอช วอเทอร์แมน จูเนียร์ เป็นชาว อเมริกัน จบการศึกษา : ปริญญาตรี geophysics จาก Colorado School of Mines ปริญญาโท MBA จาก Stanford University
การทำงาน : Waterman เป็นที่รู้จักเคียงคู่กันมากับ Tom Peters ที่โด่งดังมาจากผลงานวิจัยที่เอามาเขียนเป็นหนังสือ In Search of Excellence นอกจากความสามารถทางด้านงานเขียนแล้วยังเป็นนักบริหาร และนักพูดชั้นเยี่ยม หนังสือที่ท่านแต่งครอบคลุมการบริหารจัดการ และการจูงใจ   ท่านเคยทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับ McKinsey & Company ที่เดียวกับ Tom Peters เป็นเวลา 21 ปี  Waterman มีบริษัทที่ปรึกษาของตนเองชื่อ The Waterman Group, Inc. และยังทำงานให้กับมูลนิธิอีกหลายแห่ง Waterman ใช้คำว่า Adhocracy กับองค์กร ที่นับเป็นจุดเน้นของท่าน คำว่าองค์กรที่ถือหลักการ adhocracy จะเป็นองค์กรที่มีโครงสร้างเรียบง่าย ไม่สลับซับซ้อนเหมือนองค์กรแบบ bureaucracy ที่มีโครงสร้างองค์กรหลายชั้นที่เราคุ้นเคยกันในรูปแบบของหน่วยงานราชการในยุคก่อนหน้านี้ (หน่วยงานราชการสมัยนี้ปรับตัวโดยนำระบบเอกชนที่ มีโครงสร้างองค์กรที่เรียบง่ายขึ้นแล้ว )               
ท่านให้แนวคิดว่าในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงสูงองค์กรก็ต้องสามารถที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้ได้  สิ่งที่องค์กรปัจจุบันต้องการมากคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่จะเกื้อหนุนการใช้เทคนิคต่างๆในการแก้ปัญหาในหนังสือ Adhocracy: the Power to Change ท่านได้ใช้ทักษะจากการเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการมากว่า 25 ปี นำเสนอวิธีการในการที่จะสร้างองค์กรแบบ adhocracy และผลักดันให้มันทำงานได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างทีมงานและการแยกกระจายหน่วยงานที่ใหญ่และซับซ้อนออกเป็นหน่วยย่อย สร้างวัฒนธรรมให้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาอย่างเป็นธรรมชาติ
โรเบิร์ต เอช วอเตอร์แมน จูเนียร(Robert H.Waterman,Jr.) และโธมัส เจ ปีเตอร์ส (Thomas J. Peters) ในการค้นหาความเป็นเลิศ ในช่วงต้นปี 1977 บริษัทแมคคินซีย์ (Mckinsey) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจของสหรัฐอเมริกาได้ให้ความสนใจกับวิธีการจัดการองค์การธุรกิจให้ประสบผลสำเร็จโดยเน้นไปที่การศึกษากลยุทธ์และโครงสร้างองค์การ กับผู้จัดการที่มีชื่อเสียงขององค์การธุรกิจทั่วโลกตลอดจนนักทฤษฎีและนักวิชาการจากสถาบันศึกษาชั้นสูงทั้งในยุโรปและอเมริกาผลการศึกษาพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการดำเนินงานนอกจากกลยุทธ์และโครงสร้าง
    ยังมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์เชื่อมโยงกันทั้งหมด 7 ปัจจัยได้แก่
- โครงสร้าง(structure)
- กลยุทธ์(strategy)
- บุคลากร(staff)
- สไตล์การจัดการ(style)
- ระบบ(systems)
- ค่านิยมร่วม(shared value)
- ทักษะ(skills)
แมคคินซีย์ จึงได้มอบหมายให้โรเบิร์ต เอช วอเตอร์แมน จูเนียร์และ โธมัส เจ ปีเตอร์สทำการศึกษาเรื่อง กรอบ 7 – S อย่างจริงจัง
ได้สรุปผลการศึกษาถึงความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกันของตัวแปรที่ถือว่าเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จ (keys success factors) หรือที่เรียกว่า McKinsey 7-S Framework



McKinsey 7-S Framework

บริษัทฯ ในกลุ่มสมบูรณ์ ได้ให้โอกาสกับพนักงานในการพัฒนางาน อาสาสมัครอย่างต่อเนื่องทุกๆ สองหรือสามเดือน โดยพนักงาน เป็นผู้ค้นหาปัญหาที่อยู่รอบโรงงาน และมาประชุมเพื่อเลือกสถานที่ ในการทำกิจกรรมอาสา โดยที่บริษัทฯจะสนับสนุนค่ารถ ค่าอาหารและให้เวลากับ พนักงานไปทำกิจกรรมอาสาเหล่านั้น เป็นต้นกิจกรรมอาสาสมัครขององค์กรธุรกิจข้างต้น เกิดจากความร่วมมือระหว่าง ผู้บริหารและพนักงาน ภายใต้การสนับสนุนขององค์กรธุรกิจ มีงานวิจัยจำนวนมาก ที่ศึกษาถึงผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเมื่อทำกิจกรรมอาสาสมัคร พนักงาน นับตั้งแต่สังคมหรือชุมชนที่ได้รับการช่วยเหลือ