10/09/2555

ตอนที่ 29 : 9 ตค.55 Framework Management Tool Box ด้าน Organizing Corporation Governance

ตอนที่ 29 : 9 ตค.55 Framework  Management  Tool  Box ด้าน Organizing Corporation  Governance
หลักการ / แนวคิด / ประวัติความเป็นมา
-                    ปี 1989 มีการวิจัยและใช้คำว่า Governance โดยกลุ่มนักวิชาการและนักวิจัยขององค์กรระหว่างประเทศ
-                    ต่อมาเสนอแนวคิด Good Governance ในภาครัฐ และ ประยุกต์หลักการมาใช้กับภาคธุรกิจเอกชนเรียก Good Corporate Governance
-                    รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และวิกฤตเศรษฐกิจและการเงิน 2540 กระตุ้นความสนใจในการกำกับดูแลที่ดีเพื่อการพัฒนาที่สมดุลและธรรมาภิบาลในภาครัฐ
เครื่องมือนี้คืออะไร / มีอะไรเป็นองค์ประกอบ
ในวงการธุรกิจ  ได้บัญญัติศัพท์  Corporate Governance  โดยแปลว่า บรรษัทภิบาล หรือ การกำกับดูแลกิจการที่ดี
บรรษัทภิบาล  คือ โครงสร้างที่แสดงถึงความสัมพันธ์และความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างกลุ่มหลักขององค์การซึ่งประกอบด้วยผู้ถือหุ้น คณะกรรมการบริษัทและฝ่ายจัดการ เพื่อให้เกิดสมรรถนะการแข่งขันขององค์การอันนำไปสู่เป้าหมายขององค์การที่กำหนดไว้  โดยการบริหารและการกำหนดทิศทางขององค์การจะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อผู้มีผลประโยชน์ร่วมด้วย  สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและได้ดุลยภาพของการจัดการที่ดีตามหลัก CG และ ITG
แผนภาพการกำกับดูแลกิจการที่ดีบางมุมมองอาจขึ้นรูปและสร้างความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนก้าวไปสู่กระบวนการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร แสดงได้ดังนี้
เครื่องมือนี้ใช้เพื่ออะไร
-                    การพัฒนาประเทศที่ขาดสมดุล ไม่เป็นธรรม และปัญหาวิกฤตต่างๆ
-                    จริยธรรมและมาตรฐานทางวิชาชีพที่ต่ำนำไปสู่ผลงานที่ด้อยคุณภาพและความเสื่อมขององค์กร
-                    ขาดการตรวจสอบถ่วงดุลส่งผลให้การทำงานผิดพลาดและทุจริตคอร์รัปชัน
-                    การสร้างผลประโยชน์ระยะสั้นอาจส่งผลเสียหายในระยะยาว
-                    การจัดระบบการให้รางวัลและค่าตอบแทนที่เกินความพอดีและไม่โปร่งใส
-                    มีความขัดแย้งระหว่างผู้ปกครอง และผู้ถูกปกครอง ภาครัฐและภาคประชาสังคม หรือผู้ถือหุ้น (เจ้าของกิจการ) และกลุ่มผู้บริหาร
ข้อดีของเครื่องมือ
-                     เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Efficiency and Effectveness)
-                    การกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบและการรายงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบ (Responsibility and Accountability)
-                    เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness)
-                    การสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผู้ถือหุ้น(Shareholder Values)
-                    การสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders Confidence)
ขั้นตอนในการสร้างบรรษัทภิบาล/การกำกับดูแลกิจการที่ดี
1.               ความเข้าใจที่ถูกต้อง (Right Understanding)
2.               ความคิดที่ถูกต้อง (Right Thinking)
3.               ความทุ่มเทที่ถูกต้อง (Right Commitment)
4.               การกระทำที่ถูกต้อง (Right Action)
5.               การกำกับ ควบคุม ที่ถูกต้อง (Right Monitoring)
6.               การประเมินและการปรับแก้ที่ถูกต้อง (Right Assess and Alignment)
มีใครนำเครื่องมือนี้ไปใช้บ้างและได้ผลสรุปอย่างไร / กรณีศึกษา
กรณีบริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ จำกัด ( มหาชน )
เพื่อให้บริษัท เอเชียน มารีน เซอร์วิสส์ จำกัด ( มหาชน )  มีแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานสากลในการจัดการที่ดี  เสริมสร้างประสิทธิภาพในการบริหารงานและการดำเนินงานให้เป็นที่ยอมรับ สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดแก่   ผู้ถือหุ้น   ผู้ลงทุน  ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย   และสอดคล้องกับหลักการกับดูแลกิจการที่ดี ( Good Corporate Governance)  ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
หมายเหตุ ข้อมูลนี้เป็นเพียงบางส่วน ผู้ศึกษาควรค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม และข้อมูลนี้จัดทำไว้เพื่อการศึกษาเท่านั้น
ขอขอบคุณ ข้อมูลโดยคุณเผด็จ เย็นวิชัย สำเนาโดย สุทธิกันต์ อุตสาห์

ตอนที่ 27 : 9 ตค.55 Framework Management Tool Box ด้าน Organizing : Learning Organization

ตอนที่ 27 : 9 ตค.55 Framework  Management  Tool  Box ด้าน Organizing : Learning Organization
หลักการ / แนวคิด / ประวัติความเป็นมา
แนวคิดองค์การแห่งการเรียนรู้ ของซิงเก้ (Senge)  ศาสตราจารย์ ดร. ปีเตอร์ ชิงเก้ ( Prof. Dr. Peter  M. Senge. 1990) ซึ่งเป็นนักวิชาการที่ได้รับการขนานนามว่า เป็นบิดาแห่งองค์การแห่งการเรียนรู้ ได้กล่าวถึงหลักการขององค์การแห่งการเรียนรู้ว่าประกอบไปด้วยหลักการที่สำคัญ 5 หลักการดังนี้ คือ 1) ความรอบรู้แห่งตน (personal  mastery) หรือการใฝ่รู้ใฝ่เรียน 2) แบบจำลองความคิด (mental  models) 3)การสร้างวิสัยทัศน์ร่วม (shared vision) 4) การเรียนรู้เป็นทีม (team  learning) 5)การคิดเชิงระบบ (systems thinking)
เครื่องมือนี้คืออะไร / มีอะไรเป็นองค์ประกอบ
องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) เป็นองค์กรที่สามารถเรียนรู้สร้างองค์ความรู้เพื่อ เพิ่มพูนสมรรถนะที่จะก่อเกิดความก้าวหน้าในการดำเนินงานขององค์ไปสู่เป้าหมาย
ศาสตร์ทั้ง 5 ขององค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization)
1.             การใฝ่ใจพัฒนาตน (Personal Mastery)
2.             โมเดลความคิด (Mental Models)
3.             จินตทัศน์ร่วม (Shared Vision)
4.             การสร้างภูมิรู้ทีม (Team Learning)
5.             การคิดเชิงระบบ ( Systems Thinking)
เครื่องมือนี้ใช้เพื่ออะไร
องค์การแห่งการเรียนรู้ เป็นนวัตกรรมทางการบริหารอีกอย่างหนึ่ง ที่เน้นการพัฒนา สภาวะผู้นำในองค์การ ควบคู่ไปกับการเรียนรู้ร่วมกันของบุคลากรซึ่งเป็นผลให้เกิดการถ่ายเทแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ประสบการณ์ และทักษะระหว่างสมาชิกขององค์การ เพื่อนำมาใช้ในการปฏิบัติงานให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีระดับของการพัฒนาการขององค์การเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในกระแสโลกาภิวัตน์ที่จะมีผลกระทบต่อองค์การนั้น ๆ
ข้อดีของเครื่องมือ
-                   มีกระบวนการทำงานที่มีประสิทธิภาพและมีผลการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิผล โดยมีการเชื่อมโยงรูปแบบของการทำงานเป็นทีม (Team working)
-                   สร้างกระบวนการในการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจเตรียมรับกับความเปลี่ยนแปลง
-                   มีการให้อำนาจในการตัดสินใจ (Empowerment) เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศของการคิดริเริ่ม (Initiative) และการสร้างนวัตกรรม (Innovation)
ข้อเสียของเครื่องมือ
-                   Model ของ Learning Organization ไม่ได้เจาะจงวัฒนธรรมองค์การใดองค์การหนึ่งและไม่ได้วิเคราะห์ถึงข้อจำกัด
-                   กระบวนการในการนำ Learning Organization ไปใช้ยังไม่ชัดเจนขาดคนที่รู้จริง ขอบเขต ของการนำ Learning Organization กว้างมากทำให้ควบคุมได้ยาก
-                   ดัชนีที่ใช้วัดองค์การที่มีความเป็น Learning Organization ไม่ชัดเจน และการใช้เวลายาวนานในการมุ่งไปสู่การเป็น Learning Organization
ใช้อย่างไร (หรือจัดทำอย่างไร)
การจัดทำในเชิง Capability Perspective ในมุมมองของ DI bella&Schein ที่เป็นรูปธรรมประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ
ขั้นที่ 1 การวินิจฉัยวัฒนธรรมองค์การและประเมินรูปแบบ หากไม่ได้รับการวิเคราะห์ คัดเลือก วางแผน และจัดการอย่างเหมาะสม การปรับเปลี่ยนไปสู่ Learning Organization ที่มีวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างยั่งยืนย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
(ที่มา : Olivier Serrat, Building a Learning Organization )
ระดับที่ 2 คือ Espaused Values เป็นค่านิยมที่ทุกคนในองค์การสื่อถึงกันว่าอะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้องควรทำ ซึ่งโดยมากจะถูกกำหนดโดยผู้นำขององค์การตั้งแต่ยุคก่อตั้งบริษัท
 ระดับที่ 3 คือ Basic Underlining Assumtion เป็นความเชื่อ การรับ ความคิดและความรู้สึกที่กำหนดพฤติกรรมของคนในองค์การและเป็นระดับที่ยากที่สุดในการ
มีใครนำเครื่องมือนี้ไปใช้บ้างและได้ผลสรุปอย่างไร / กรณีศึกษา
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จัดให้มี Online Learning Center ให้พนักงานเข้าถึงและค้นข้อมูลได้ง่ายและฝึกฝนให้ไม่กลัวเทคโนโลยี รับผิดชอบต่อการพัฒนาตนเอง ทำให้การฝึกอบรมจะลดบทบาทลงไปส่วนหนึ่ง

หมายเหตุ ข้อมูลนี้เป็นเพียงบางส่วน ผู้ศึกษาควรค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม และข้อมูลนี้จัดทำไว้เพื่อการศึกษาเท่านั้น
เขียนโดย padejyen ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ สำเนาโดย สุทธิกันต์ อุตสาห์

ตอนที่ 26 : 9 ตค.55 Framework Management Tool Box ด้าน Organizing : E- learning

ตอนที่ 26 : 9 ตค.55 Framework  Management  Tool  Box ด้าน Organizing : E- learning
หลักการ / แนวคิด / ประวัติความเป็นมา
สื่อการเรียนการสอนในรูปแบบ e-Learning สามารถกล่าวได้ว่าเป็นรูปแบบที่พัฒนาต่อเนื่องมาจาก WBI โดยมีจุดเริ่มต้นจากแผนเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาของชาติ สหรัฐอเมริกา (The National Educational Technology Plan'1996) ของกระทรวงศึกษาธิการสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการพัฒนารูปแบบการเรียนของนักเรียนให้เข้ากับศตวรรษที่ 21 การพัฒนาระบบการเรียนรู้จึงมีการนำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาช่วยเสริมอย่างเป็นจริงเป็นจัง  
คำว่า E นั้นย่อมาจาก Electronic ส่วนคำว่า learning มีความหมายตรงตัวว่าการเรียนรู้ เมื่อนำมารวมกันหมายถึงการเรียนรู้โดยใช้ electronic หรือ internet เป็นสื่อ คำที่มีความหมายใกล้เคียงเช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI = Computer Assisted Instruction) หรือ การสอนบนเว็บ (WBI = Web-based Instruction)
E-learning ในประเทศไทย
การจัดระบบการเรียนการสอนทางไกลในประเทศไทยในปัจจุบัน ได้ก้าวเข้าสู่การใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อในการนำเสนอ โดยมีรูปแบบการนำเสนอผลงานแบ่งได้ 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ
การนำเสนอในลักษณะ Web Based Learning
การนำเสนอในลักษณะ E-learning
เครื่องมือนี้คืออะไร / มีอะไรเป็นองค์ประกอบ
คำว่า E-Learning จะครอบคลุมความหมายที่กว้างมาก กล่าวคือ จะหมายถึง การเรียนในลักษณะใดก็ได้ ซึ่งใช้การถ่ายทอดเนื้อหาผ่านทางอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซทราเน็ต หรือ ทางสัญญาณโทรทัศน์ หรือสัญญาณดาวเทียม (Satellite) ก็ได้ ซึ่งเนื้อหาสารสนเทศ อาจอยู่ในรูปแบบการเรียนที่เราคุ้นเคยกันมาพอสมควร เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction) การสอนบนเว็บ (Web Based Instruction) การเรียนออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม หรืออาจอยู่ในลักษณะ ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายนัก เช่น การเรียนจาก วีดิทัศน์ตามอัธยาศัย (Video On-Damand) เป็นต้น
ประเภทของ e-Learning
e-Learning   แบ่งประเภทได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่
1.               Synotronous   ผู้เรียนและผู้สอนอยู่ในเวลาเดียวกัน  เป็นเวลาเรียนแบบเรียลไทม์   เน้นผู้สอนเป็น
2.               Asynchronous   ผู้เรียนและผู้สอนไม่ได้อยู่ในเวลาเดียวกัน   ไม่มีปฏิสัมพันธ์แบบเรียลไทม์เน้นศูนย์กลางที่ผู้เรียนเน้นการเรียนด้วยตนเอง  ผู้เรียนจะเรียนอยู่ที่ใดก็ได้ที่มีอินเทอร์เน็ต โดยสามารถเข้าไปยังโฮมเพจเพื่อเรียน    ทำแบบฝึกหัดและสอบ    มีห้องให้สนทนากับเพื่อนร่วมชั้น  มีเว็บบอร์ด และอีเมล์ให้ถามคำถาม
องค์ประกอบของ e-Learning
 ลักษณะสำคัญของ e-Learning ที่ดีประกอบไปด้วยลักษณะสำคัญ ดังนี้
1.               Anywhere, Anytime
2.               Multimedia
3.               Non-linear
4.               Immediate Response
เครื่องมือนี้ใช้เพื่ออะไร
  e-learning เข้ามามีบทบาทในด้านธุรกิจและการศึกษา โดย   e-learning เกิดจากการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาผนวกเข้ากับเนื้อหาวิชาในแต่ละสาขา ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ทำงานอยู่ในองค์กร ทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมถึงบุคคลทั่วไป ได้เข้าไปศึกษาความรู้ใหม่ๆ เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการเพิ่มศักยภาพในการทำงานให้สูงขึ้น โดยอาศัยเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ข้อดีของเครื่องมือ
-                    เอื้ออำนวยให้กับการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็ว ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ รวมทั้งบุคคล
-                    ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องการเรียนและสอนในเวลาเดียวกัน
-                     ผู้เรียนและผู้สอนไม่ต้องมาพบกันในห้องเรียน
-                     ลดช่องว่างการเรียนรู้ระหว่างเมืองและท้องถิ่น
ข้อเสียของเครื่องมือ
-                    ไม่สามารถรับรู้ความรู้สึก ปฏิกิริยาที่แท้จริงของผู้เรียนและผู้สอน
-                     ไม่สามารถสื่อความรู้สึก อารมณ์ในการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง 
-                    ผู้เรียนบางคน ไม่สามารถศึกษาด้วยตนเองไ ด้
ใช้อย่างไร (หรือจัดทำอย่างไร)
สำหรับ e-Learning สามารถถ่ายทอดเนื้อหาได้เป็น 3 ลักษณะ คือ
-                    ระดับเน้นข้อความออนไลน์ (Text Online)
-                    ระดับรายวิชาออนไลน์เชิงโต้ตอบและประหยัด (Low Cost Interactive Online Course)
-                    ระดับรายวิชาออนไลน์คุณภาพสูง (High Quality Online Course)
มีใครนำเครื่องมือนี้ไปใช้บ้างและได้ผลสรุปอย่างไร / กรณีศึกษา
ตัวอย่างเวบไซต์ E-Learning
• http://www.chulaonline.com
สอนบทเรียนออนไลน์ ครบทั้งภาพและเสียง ผ่านระบบมัลติมีเดีย โดยมีบทเรียนหลากหลายให้เลือก เช่น หลักสูตรพัฒนาทักษะภาษา, หลักสูตรคอมพิวเตอร์, หลักสูตรเรียนรู้เพื่อการประกอบธุรกิจ ฯลฯ
• http://www.ram.edu/ศูนย์ e-Learning Center มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีหลักสูตรมากมาย รวมทั้งข่าวสารในแวดวง e-Learning ที่น่าสนใจ มีกระดานข่าวให้แลกเปลี่ยนความรู้
หมายเหตุ ข้อมูลนี้เป็นเพียงบางส่วน ผู้ศึกษาควรค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม และข้อมูลนี้จัดทำไว้เพื่อการศึกษาเท่านั้น
ขอบขอคุณ คุณเผด็จ เย็นวิชัย ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลเพื่อการศศึกษา

10/07/2555

ตอนที่ 25 : 7 ตค.55 Framework Management Tool Box : ด้าน Leading


ตอนที่ 25 : 7 ตค.55  Framework Management Tool Box : ด้าน Leading
                        สวัสดีครับทุกท่าน ฉบับที่ 24 จะเป็นการรวบรวม เครื่องมือจากท่านอื่นๆ มาเพื่อการเผยแพร่ต่อไปยัง บุคคลอื่น จุดประสงค์เพื่อการเรียน เท่านั้น  ขอขอบคุณคุณชนินทร์ สุขสุวรรณ ที่เป็นผู้จัดทำ
                                                                      Risk Management

                                                           Framework Management Tool Box : ด้าน Leading


Framework Management Tool Box : Risk Management

ความเสี่ยง คือ ความไม่แน่นอนต่อการประสบกับเหตุการณ์ หรือสภาวะที่เราต้องเผชิญกับสถานการณ์อันไม่พึงประสงค์โดยมีความน่าจะเป็น หรือโอกาสในสิ่งนั้น ๆ เป็นศูนย์

การจัดการความเสี่ยงหรือ การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) กระบวนการในการระบุ วิเคราะห์(Enrick analysis) ประเมิน (Enrick assessment) ดูแลตรวจสอบและควบคุมความเสี่ยงที่สัมพันธ์กับกิจกรรม หน้าที่และกระบวนการทำงาน เพื่อให้องค์กรลดความเสียหายจากความเสี่ยงมากที่สุด อันเนื่องมาจากภัยที่องค์กรต้องเผชิญในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งหรือเรียกว่า อุบัติภัย (accident )

นิยามของความเสี่ยง

ความเสี่ยงมีความหมายในหลากหลายแง่มุม เช่น ความเสี่ยงคือ
- โอกาสที่เกิดขึ้นแล้วธุรกิจจะเกิดความเสียหาย (chance of loss)

- ความเป็นไปได้ที่จะเกิดความเสียหายต่อธุรกิจ (possibility of loss)

- ความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น (uncertainty of event)

- การคลาดเคลื่อนของการคาดการณ์ (dispersion of actual result)

ศัพท์ทางเทคนิค

               - ภัย (peril) คือสาเหตุของความเสียหายซึ่งภัยสามารถเกิดขึ้นได้จากภัยธรรมชาติ เช่น เกิดพายุสึนามิ น้ำท่วม แผ่นดินไหว เป็นต้น ภัยนอกจากจะเกิดขึ้นได้จากภัยธรรมชาติแล้ว ภัยนั้นยังเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ เช่น อัคคีภัย จราจล ฆาตกรรม เป็นต้น สำหรับสาเหตุสุดท้ายที่จะเกิดภัยได้นั้นคือภัยที่เกิดขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจ เพราะภัยที่เกิดจากภาวะเศรษฐกิจ เป็นอีกสาเหตุที่สำคัญ เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้วคนทั้งประเทศ หรือทั้งภูมิภาคจะได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง
- ความเสี่ยง (risk) คือ ความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ ซึ่งไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ความเสี่ยงนั้น ๆ จะมีแนวโน้มที่เกิดขึ้นไม่มากก็น้อยในบริษัท

- สภาวะที่จะทำให้เกิดความเสียหาย (hazard) คือ สภาพเงื่อนไขที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ความเสียหายเพิ่มสูงขึ้น โดยสภาวะต่าง ๆ นี้สามารถแบ่งออกได้เป็นสภาวะทางด้านกายภาพ (physical) คือ สภาวะของโอกาสที่จะเกิดความเสียหาย เช่น ชนิดและทำเลที่ตั้งของสิ่งปลูกสร้าง อาจเอื้อต่อการเกิดเพลิงไหม้ สภาวะทางด้านศีลธรรม (moral) คือ สภาวะของโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากความไม่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่การงาน เช่น การฉ้อโกงของพนักงาน และสภาวะด้านจิตสำนึกในการป้องกันความเสี่ยง (morale) คือ สภาวะที่ไม่ประมาทและเลินเล่อ หรือการไม่เอาใจใส่ในการป้องกันความเสี่ยง เช่น การที่พนักงานปล่อยให้เครื่องจักรทำงานโดยไม่ควบคุม

องค์ประกอบการบริหารความเสี่ยง

             1. การระบุชี้ว่าองค์กรกำลังมีภัย เป็นการระบุชี้ว่าองค์กรมีภัยอะไรบ้างที่มาเผชิญอยู่ และอยู่ในลักษณะใดหรือขอบเขตเป็นอย่างไร นับเป็นขั้นตอนแรกของการบริหารความเสี่ยง
2. การประเมินผลกระทบของภัย เป็นการประเมินผลกระทบของภัยที่จะมีต่อองค์กรซึ่งอาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การประเมินความเสี่ยงที่องค์กรต้องเตรียมตัวเพื่อรับมือกับภัยแต่ละชนิดได้อย่างเหมาะสมมากที่สุด

3. การจัดทำมาตรการตอบโต้ตอบความเสี่ยงจากภัย การจัดทำมาตรการตอบโต้ตอบความเสี่ยงเป็นมาตรการที่จัดเรียงลำดับความสำคัญแล้วในการประเมินผลกระทบของภัย มาตรการตอบโต้ที่นิยมใช้เพื่อการรับมือกับภัยแต่ละชนิด อาจจำแนกดังนี้

- มาตรการขจัดหรือลดความรุนแรงของความอันตรายของภัยที่ต้องประสบ

- มาตรการที่ป้องกันผู้รับภัยมิให้ต้องประสบภัยโดยตรง เช่น

(1) ภัยจากการที่ต้องปีนไปในที่สูงก็มีมาตรการป้องกันโดยต้องติดเข็มขัดนิรภัย กันการพลาดพลั้งตกลงมา

(2) ภัยจากไอระเหยหรือสารพิษก็ป้องกันโดยออกมาตรการให้สวมหน้ากากป้องกันไอพิษ เป็นต้น

- มาตรการลดความรุนแรงของสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น กรณีเกิดเพลิงไหม้ในอาคาร ได้มีการขจัดและลดความรุนแรง โดยออกแบบตัวอาคารให้มีผนังกันไฟ กันเพลิงไหม้รุนลามไปยังบริเวณใกล้เคียง และมีการติดตั้งระบบสปริงเกอร์ ก็จะช่วยลดหรือหยุดความรุนแรงของอุบัติภัยลงได้

- มาตรการกู้ภัยก็เป็นการลดความสูญเสียโดยตรง ลงได้มาก

- มาตรการกลับคืนสภาพ ก็เป็นอีกมาตรการในการลดความเสียหายต่อเนื่องจากภัยหรืออุบัติภัยแต่ละครั้งลงได้



มาตรการรับมือกับภัย 5 มาตรการ (5R)

- R1 Readiness ความเตรียมพร้อม องค์กรต้องเตรียมความพร้อมระบบการบริหารความเสี่ยงให้มีความพร้อมในการจัดทำมาตรการขจัดหรือควบคุมภัยต่าง ๆ เอาไว้ล่วงหน้า

- R2 Response การตอบสนองอย่างฉับไว เมื่อเกิดอุบัติภัยขึ้นระบบต้องมีสมรรถนะที่ดีพอในการตอบโต้ภัยแต่ละชนิดอย่างได้ผลและทันเวลา

- R3 Rescue การช่วยเหลือกู้ภัย เป็นกระบวนการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินขององค์กร ที่ได้ผลและทันเวลา

- R4 Rehabilitation การกลับเข้าไปทำงาน เมื่ออุบัติภัยสิ้นสุดลงแล้วต้องกลับเข้าไปที่เดิมให้เร็วที่สุดเพื่อการซ่อมแซม การเปลี่ยนใหม่ หรือการสร้างขึ้นใหม่ (rebuild) เพื่อให้อาคารสถานที่พร้อมที่จะดำเนินกิจการต่อไปได้ อาจรวมไปถึงการประกันภัยด้วย

- R5 Resumption การกลับคืนสู่สภาวะปกติ องค์กรสามารถเปิดทำการ หรือ ดำเนินธุรกิจต่อไปตามปกติได้เสมือนว่าไม่มีอุบัติภัยมาก่อน

Response กับ Rescue อาจจะเหมือนเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ความจริงแล้วแตกต่างกัน โดยขอยกตัวอย่าง กรณีเกิดอัคคีภัย อุปกรณ์ดับเพลิงอัตโนมัติรวมถึง fire alarm คือขั้นตอนของ response แต่ไฟฉุกเฉินและเครื่องช่วยหายใจ เพื่อให้พนักงานสวม เพื่อหนีออกจากอาคาร เป็นขั้นตอนของ rescue
The Committee of Sponsoring Organization (COSO)

The Committee of Sponsoring Organization (COSO) เป็นหน่วยงานที่ได้เผยแพร่วิธีการและกรอบแนวคิดของการควบคุมภายในขององค์กร(Internal Control Framework) อย่างเป็นระบบ เมื่อช่วงต้นทศวรรษของ ปี ค.ศ. 1990 จนกระทั่งเป็นที่รู้จักและมีความนิยมอย่างแพร่หลาย หลังจากที่วิธีการและการดำเนินการควบคุมภายใน (Internal Control) นั้นเป็นที่ถกเถียงกันมาเป็นเวลานาน
ในการจัดการความเสี่ยง (Risk Management) เป็นเรื่องที่ทุกคนมีความเห็นอย่างตรงกันว่า การจัดการความเสี่ยงเป็นเรื่องที่จำเป็นและเราต้องมีวิธีในการจัดการกับความเสี่ยงที่ดี แต่การจัดการความเสี่ยงนั้นก็ประสบกับปัญหาเดียวกับการเริ่มทำการควบคุมภายในในช่วงแรก ๆ เพราะการจัดการความเสี่ยงนั้นยังไม่สามารถที่จะกำหนดคำนิยามได้อย่างชัดเจน

องค์กรของการประกันภัย ก็มีการกำหนดคำนิยามของการจัดการความเสี่ยงไว้แบบหนึ่ง แต่องค์กรที่ให้บริการสินเชื่อก็กำหนดคำนิยามและวิธีการของการจัดการความเสี่ยงไว้อีกแบบหนึ่งอย่างแตกต่างกัน จนทำให้หน่วยงานหลายหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นองค์กรที่แสวงหาผลกำไร หรือองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรต่างก็พยายามที่จะกำหนด คำนิยามและความหมายของการจัดการความเสี่ยง ตลอดจนพยายามคิดถึงโครงสร้างของการจัดการกับความเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านั้น

หลังการจากพยายามหาข้อสรุปถึงคำนิยาม ความหมาย วิธีการในการจัดการความเสี่ยง และการจัดทำโครงสร้างในการบริหารความเสี่ยงมานานCOSO จึงพยายามที่จะกำนหด และกำหนดคำนิยามและรูปแบบต่าง ๆ ในการจัดการกับความเสี่ยง โดยได้กำหนดออกมาเป็นCOSO ERM (COSO Enterprise Risk Management) ซึ่ง COSO ได้กำหนดโครงสร้างและความหมายในการจัดการกับความเสี่ยง และนำเสนอต่อสาธารณะในปลายปี ค.ศ. 2004โดยให้บริษัทในทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ หรือบริษัท SMEs สามารถนำเอาแนวทางในการบริหารจัดการกับความเสี่ยงไปใช้ได้

COSO Internal Control Framework เป็นกระบวนการที่ออกแบบให้กรรมการบริหาร ผู้บริหาร บุคลากรต่าง ๆ ของหน่วยงานต้องมีความรับผิดชอบและพยายามที่จะให้หน่วยงานประสบความสำเร็จ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

1. ให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

2. มีการรายงานทางการเงินที่น่าเชื่อถือ และ

3. การปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย และระเบียบต่าง ๆ